ทัวร์โมรอคโก INCREDIBLE MOROCCO



รายละเอียดโปรแกรมทัวร์-ทัวร์โมรอคโก INCREDIBLE MOROCCO

รหัสทัวร์ : INCREDIBLE MOROCCO 11D (EK)
ระยะเวลา 11 วัน 8 คืน
สายการบิน :

กำหนดการเดินทาง

รอบที่ วันเดินทาง ราคา
1 6 พ.ย. 62 - 16 พ.ย. 62 115,900 บาท
2 4 ธ.ค. 62 - 14 ธ.ค. 62 115,900 บาท
3 24 ธ.ค. 62 - 3 ม.ค. 63 119,900 บาท

สถานที่สำคัญ

  • 1
    ชมเมือง CHEFCHAOUEN สมญานามนครสีฟ้า สุดสวย (Unseen)
  • 2
    ชมเมือง FES หนึ่งในเมืองที่เก่าแก่ที่สุดใน (UNESCO)
  • 3
    ชมเมือง MARRAKECH อดีตเมืองหลวงเก่าสุดสวย มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว (UNESCO)
  • 4
    ชมเมือง CASABLANCA เมืองท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก
  • 5
    ชมเมือง RABAT เมืองหลวงนครสีขาว ของโมรอคโก
  • 6
    ชมเมือง VOLUBILIS ซากเมืองโบราณสมัยโรมัน (UNESCO)
  • 7
    ชมเมือง AIT BEN HADDOU เมืองที่ทำจากดินทั้งเมือง (UNESCO)
  • 8
    ชมเมือง MERZOUGA เมืองแห่งทะเลทรายซาฮารา
  • 9
    ชมเมือง ASILAH ได้สมญานาม ซานโตรินีแห่งโมรอคโก
  • 10
    ชมเมือง TANGIER เมืองท่าสีขาวแห่งช่องแคบยิบรอลตาร์
  • 11
    พิเศษแถมฟรี ขี่อูฐ + นั่งรถ 4x4WD ชมทะเลทรายซาฮาราทะเลทรายที่ใหญ่ที่สุดในโลก
  • 12
    พิเศษแถมฟรี นั่งรถม้า ชมเมืองมาราเกซ
  • 13
    ช้อปปิ้งดังสินค้าพื้นเมือง

HappyLongWay
ขอนำเสนอโปรแกรมทัวร์โมรอคโก
ทัวร์เจาะลึก โมรอคโก ปีใหม่ 2020
INCREDIBLE MOROCCO 11 วัน 8 คืน
โดยสายการบินเอมิเรสต์ แอร์ไลน์ (EK)

DAY1

สนามบินสุวรรณภูมิ กรุงเทพฯ

  • 22.00 น. คณะพร้อมกัน ณ สนามบินสุวรรณภูมิ อาคารผู้โดยสารขาออก ชั้น 4 เคาน์เตอร์ T ประตู 9-10 สายการบินเอมิเรสต์ แอร์ไลน์ส (EK)
DAY2

ดูไบ – คาซาบลังก้า (โมรอคโค) - ราบัต - ป้อมอูดายา

  • 01.05 น. ออกเดินทางสู่ นครดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ โดยเที่ยวบิน EK 385
  • 04.45 น. เดินทางถึงสนามบินดูไบ (แวะเปลี่ยนเครื่อง)
  • 07.25 น. ออกเดินทางสู่ สนามบินเมืองคาซาบลังก้า โดยสายการบินเอมิเรตส์ แอร์ไลน์ เที่ยวบิน EK 751
  • 12.45 น. เดินทางถึงสนามบินเมืองคาซาบลังก้า (Casablanca) ประเทศโมร็อกโก
  • เดินทางสู่เมือง ราบัต (Rabat) เมืองหลวงแห่งราชอาณาจักรโมรอค
  • นำท่านชมสุสานของกษัตริย์โมฮัมเหม็ดที่ 5 พระอัยกา(ปู่) ของกษัตริย์องค์ปัจจุบัน ซึ่งมีทหารยามยืนเฝ้าสง่าทุกประตูและเปิดให้เข้าไปเคารพพระศพที่ฝังอยู่เบื้องล่าง ด้านหน้าของสุสาน คือสุเหร่าฮัสซันที่เริ่มสร้างมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 แต่ไม่สำเร็จและพังลงจนเหลือแต่เพียงเสาไว้ 365 ต้น ในบริเวณกว้าง 183×139 เมตร
  • นำท่านชม ป้อมอูดายา (Oudayas Fortress) ป้อมขนาดใหญ่ 2ชั้นที่ตั้งอยู่ริมมหาสมุทรแอตแลนตกิล้อมรอบด้วยกา แพงสูงใหญ่ เป็นป้อมที่สเปนสร้างขึ้นเมื่อสมัยที่สเปนยึดครองโมรอคโค ด้านในมีสวนดอกไม้แบบสเปน และมีชุมชนชาวเมืองซึ่งเต็มไปด้วยบ้านเรือนทาด้วยสีฟ้า-ขาว บรรยากาศริมทะเลคล้ายเมืองซานโตรินี นับเป็นหนึ่งในป้อมปราการที่สำคัญของโมรอคโคในอดีตใช้ป้องกันข้าศึกจากการรุกรานท้ังจากประเทศที่ล่าอาณานิคมและในยุคที่โจรสลัดชุกชุม อิสระนำท่านเดินชมเมืองเก่าราบัต ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก  ( Unesco) ในปี ค.ศ. 2012
  • ให้ท่านได้เลือกซื้อของที่ระลึกตามอัธยาศัย

รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคารอาหารพื้นเมือง
 
FARAH HOTEL RABAT หรือระดับเทียบเท่า   5 ดาว

DAY3

ราบัต (Unesco) – อซิลาห์ - แทนเจียร์ - แกรนด์ซัคโค - ถ้ำเฮอร์คิวลิส

รับประทานอาหารเช้า ณ โรงแรมที่พัก 

  • จากนั้นนำท่านเดินทางสู่เมือง อซิลาห์ (Asilah) หนึ่งในเมืองเก่าแห่งป้อมปราการริมมหาสมุทรแอตแลนติก ที่เต็มไปด้วยสเน่ห์ ซึ่งมีประวัติมาช้านานในอดีตเมือปี 1471 โปรตุเกสเคยเข้ามายึดครอง แต่แล้วก็ได้ปล่อยทิ้งไปด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจที่ไม่ดี แล้วก็มีการเปลี่ยนมือมาเป็นทางสเปนยึดครอง และในที่สุดก็ตกมาเป็นของโมร็อกโกในยุคที่  Moulay Ismail ทรงปกครองเป็นเมืองที่มีการผสมผสานความอาร์ท คู่ไปกับความคลาสสิกของเมืองริมชายฝั่งสีขาว คล้ายๆกับซานโตรินี่ในบางมุม แต่ที่จะต่างไปก็คือถูกล้อมรอบด้วยป้อมปราการในยุคโปรตุกีสโบราณ จนมีหลายคนเรียกกันว่า ซานโตรีนีแห่งโมรอคโก  หรือบางคนก็เรียกว่า White city
  • อิสระนำท่านเดินชมเมือง

รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารอาหารพื้นเมือง

  • นำท่านเดินทางสู่เมือง แทนเจียร์ (Tangier) เป็นเมืองริมชายฝั่งและเป็นเมืองท่าที่สำคัญที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศโมร็อกโก และอยู่ทางตอนใต้ของ ช่องแคบยิบรอลตาร์ ปัจจุบันเมืองท่าแห่งนี้ได้กลายเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวที่สำคัญอีกแห่งของโมร็อกโคอีกด้วย
  • นำชมแกรนด์ซัคโค(Grand Socco) หรือที่รู้จักกันว่า “บิ๊กสแควร์” จัตุรัสที่รายล้อมไปด้วยเขตเมืองเก่า หรือย่านเมดินา ซึ่งถูกจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่ดีที่สุดของเมืองแทนเจียร์อีกท้ังยังถือว่าเป็นตลาดหลักของเมืองอีกด้วย
  • นำท่านชม ถ้ำเฮอร์คิวลิส ( Hercules Caves) สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญอีกแห่งของเมืองแทนเจียร์ เป็นที่รู้จักกันในนาม Door of Africa ให้ท่านชมถ้ำโดยเฉพาะประตูถ้ำที่มองออกไปสู่ทะเล โดยประตูถ้ำมีลักษณะเหมือนเฮอร์คิวลิส โดยมีเรื่องเล่ากันว่า เฮอร์คิวลิส เคยอาศัยอยู่ในถ้ำแห่งนี้เพื่อทำภารกิจ 12 อย่าง และเป็นผู้ที่ถ้ำให้เกิดช่องแคบยิบรอลตาร์

รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคารอาหารพื้นเมือง
MOVENPICK HOTEL หรือระดับเทียบเท่า   5 ดาว

DAY4

แทนเจียร์ - นครสีฟ้าเชฟชาอูน

รับประทานอาหารเช้า ณ โรงแรมที่พัก 

  • จากนั้นท่านเดินทางต่อสู่ นครสีฟ้าเชฟชาอูน (Chefchaouen) เมืองที่ได้ชื่อว่า มนต์เสน่ห์แห่งโมร็อกโค  แม้ว่าโมรอคโคจะเป็นประเทศที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของทวีปแอฟริกา แต่เพราะการที่มีอาณาเขตตดิต่อกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและมหาสมุทรแอตแลนติกจึงทำาให้ภูมิอากาศของประเทศเป็นแบบเมดิเตอร์เรเนียนคล้ายตอนใต้ของอิตาลีและสเปน เมืองเชฟชาอูนเป็นเมืองเล็กๆตั้งอยู่ในหุบเขาริฟ (Rif Mountain) มีประวัติยาวนานกว่า 540 ปี อากาศบริสุทธิ์และความสะอาดของเมืองเชฟชาอูนได้สร้างบรรยากาศผ่อนคลายสบายๆที่ทำให้นักท่องเที่ยวที่เหนื่อยล้ามาจากการตระเวนเที่ยวที่เมืองอื่นหายเหนื่อยได้ สำหรับท่านที่ชื่นชอบในสถาปัตยกรรมแบบโมรอคโค ไม่ควรพลาดเมืองเล็ก ๆ แห่งนี้ ที่บ้านเรือนทาด้วยสีฟ้าและสีขาว ซึ่งจะสร้างความประทับใจให้แก่ผู้มาเยือนมิรู้ลืม

รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารอาหารพื้นเมือง

  • นำท่านเดินชมเมืองเชฟชาอูน เมืองที่ถือว่าเป็นสวรรค์ของคนรักสีฟ้าและสีขาว โดยเฉพาะสีฟ้านั่นก็เพราะว่าเชฟชาอูนเป็นเมืองที่บ้านเรือนเกือบทุกหลังเป็นสีขาว และมีครึ่งล่างไปจนถึงบริเวณถนนบันได และทางเดินเป็นสีฟ้าสดใสเหมือนวันที่ท้องฟ้าไร้เมฆประกอบกับอากาศบริสุทธิ์และความสะอาดของเมืองได้สร้างบรรยากาศผ่อนคลายสบายๆที่ทำให้นักท่องเที่ยวที่เหนื่อยล้ามาจากการตระเวนเที่ยวที่เมืองอื่นหายเหนื่อยได้ สำหรับท่านที่ชื่นชอบในสถาปัตยกรรมแบบโมรอคโค ไม่ควรพลาดเมืองเล็ก ๆ ที่บ้านเรือนทาด้วยสีฟ้าและสีขาวแห่งนี้ทีเดียว อิสระให้ท่านเดินถ่ายรูปตามอัธยาศัย

รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคารอาหารพื้นเมือง
 
DAR CHAOUEN HOTEL หรือระดับเทียบเท่า  4 ดาว 

** หมายเหตุ เมืองเชฟชาอูน มีโรงแรมที่พักค่อนน้อย หากเต็มทางบริษัทขอสงวนสิทธิ์พักเมืองข้างเคียง **

DAY5

เชฟชาอูน – โวลูบิลิส ( UNESCO) - เฟส ( UNESCO)

รับประทานอาหารเช้า ณ โรงแรมที่พัก 

  • จากนั้นนำท่านออกเดินทางสู่เมือง โบราณโรมันโวลูบิลิส (Roman city of Volubilis) ที่ปัจจุบันเหลือแต่ซากปรักหักพังที่เกิดจากแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงในปีค.ศ. 1755 แต่ยังคงเห็นได้ถึงร่องรอยความยิ่งใหญ่ของเมืองในจักรวรรดิโรมันในอดีต ซึ่งในอดีตเมืองโบราณแห่งจักรวรรดิโรมันแห่งนี้มีความสำคัญยิ่งในยุคศตวรรษที่3 และล่มสลายถูกปล่อยเป็นเมืองร้างในศตวรรษที่ 11 เมืองโรมันโบราณแห่งนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ( Unesco) ในปีค.ศ.1997

รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารอาหารพื้นเมือง

  • จากนั้นำท่านเดินทางสู่เมือง เฟส (Fes)เมืองหลวงเก่าในศ.ต. ที่ 8 ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของโมรอคโค
  • นำท่านชมสุสานของกษัตริย์มูเลไอดริสที่2 (Moulay Idriss Mausolem II) ที่ชาวโมรอคโคถือว่าเป็นแหล่งมาแสวงบุญที่ศักดิ์สิทธิ์ โดยชายชาวมุสลิมจะมาขอพรก่อนการเข้าสุหนัตและหญิงสาวชาวมุสลิมมักจะมาขอพรเพื่อให้ได้บุตร
  • ชมสุเหร่าใหญ่ไคเราวีน (Kairaouine Mosque) ซึ่งเป็นท้ังมหาวิทยาลัยสอนศาสนาแห่งแรกของโมรอคโคและเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกเลยทีเดียว (อนุญาติให้เฉพาะผู้นับถือศาสนาอิสลามเท่าน้ัน)
  • นำท่านถ่ายรูปที่จุดชมวิวบนป้อมปราการแห่งราชวงศ์ซาเดียน ต่อด้วยชมประตูพระราชวังหลวงแห่งเฟส (The Royal Palace) ประตูทางเข้าพระราชวังเป็นสถาปัตยกรรมที่สวยและสง่างาม เป็นเอกลักษณ์แห่งราชวงศ์โมรอคโค
  • นำท่านเดินทางเข้าสู่เขาวงกตอันซับซ้อนแห่งเมดินาเมืองเฟส ผ่านประตู Bab Bou Jeloud ที่สร้างตั้งแต่ปี1913 ที่ใช้โมเสดสีฟ้าตกแต่ง
  • นำท่านเดินผ่านตลาดสดขายข้าวปลาอาหาร และผัก ผลไม้สดต่างๆนาๆ ในเขตเมืองเก่าได้แบ่งออกเป็น 100 ส่วน มีซอยกว่า 9,400 ซอย มีซอยแคบสุดคือ 50 ซ.ม. ถึงกว้าง 3 เมตร จะแบ่งเป็นย่านต่างๆ เช่น ย่านเครื่องใช้ทองเหลืองทองแดง จะมีร้านค้าเล็ก ๆ ที่หน้า ร้านจะมีหม้อ กะทะ อุปกรณ์เครื่องครัว วางแขวนห้อยเต็มไปหมด ย่านขายพรมที่วางเรียงรายอย่างสวยงาม ย่านงานเครื่องจักสาน งานแกะสลักไม้ และย่านเครื่องเทศ (Souk El Attarine)
  • ชมย่านเครื่องหนังและแวะชม บ่อฟอกและย้อมสีหนังแบบโบราณประจำเมืองเฟส (Chouara Tannery) ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของเมืองเฟส  ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ( Unesco) ในปีค.ศ.1981 จึงเป็นสถานที่ไม่ควรพลาดในการมาเยือนอย่างยิ่ง

รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคารอาหารพื้นเมือง
 BARCELO HOTEL หรือระดับเทียบเท่า  4 ดาว

DAY6

เฟส - อิเฟรน - มิเดลท์ - แอร์ฟูด์ - นั่งรถ 4wd - เมอร์ซูก้า

รับประทานอาหารเช้า ณ โรงแรมที่พัก 

  • นำท่านเดินทางสู่เมือง อิเฟรน (Ifrane) อิเฟรนเป็นเมืองพักตากอากาศบนความสูงกว่า 1,650 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ซึ่งในอดีตฝรั่งเศสได้มาสร้างเมืองขึ้นบริเวณนี้เป็นสถานที่พักผ่อนทั้งฤดูหนาวและฤดูร้อน บ้างก็เรียกเมืองอิเฟรนว่า เจนีวาแห่งโมรอคโค หรือ สวิตเซอร์แลนด์แห่งโมรอคโค บ้านส่วนใหญ่มีหลังคาสีแดง มีดอกไม้ และทะเลสาบสวยงาม
  • นำท่านเดินเล่นภายในเมืองและเก็บภาพบรรายากาศอันสวยงามอีกแห่งของโมรอคโค ถ่ายรูปกับอนุสรณ์สิงห์โตหิน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทนสิงห์โตตัว สุดท้ายที่ถูกล่าจนหมดไปจากเทือกเขาแห่งนี้
  • นำท่านเดินทางต่อสู่เมืองมิเดลท์ (Midelt) เมืองเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางหุบเขาแอตลาส เป็นศูนย์กลางการค้า การทำเหมืองแร่ ของโมร็อกโก เป็นเมืองที่ตั้งอยู่บนระดับความสูงที่ 1,508 เมตร (4,948 ฟุต) ทำให้เมืองมิเดลท์ เป็นหนึ่งในเมืองใหญ่ที่สูงที่สุดในโมร็อกโกอีกด้วย

รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารอาหารพื้นเมือง

  • เดินทางสู่เมือง เอร์ฟูด์ (Erfoud) เมืองที่เคยเป็นศูนย์กลางกองคาราวานพ่อค้าที่เดินทางจากทางตะวันออกกลางอย่างซาอุดิอารเบียและซูดานในแอฟริกา
  • นำท่านพร้อมสัมภาระ(ใบเล็ก) เดินทางโดยรถ 4×4 (4WD) เข้าสู่ทะลทรายซาฮารา ณ เมืองเมอร์ซูก้า (Merzouga) ซึ่งถือเป็นประตูสู่ทะเลทรายซาฮารา ทะเลทรายที่มีอาณาเขตกว้างใหญ่ที่สุดในโลก
  • นำท่านเดินทางผ่านภูเขาหิน ที่เต็มไปด้วยซากฟอสซิล ของหอย และ แมงกะพรุนโบราณ ในอดีต เมื่อประมาณ 350 ล้านปีก่อน ดินแดนแห่งนี้เคยอยู่ใต้ท้องทะเลต่อมาเมื่อแผ่นดินผุดขึ้นมา จึงเกิดซากฟอสซิลขึ้นมากมาย

รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคารอาหารพื้นเมือง
 KASBAH TOMBOUCTOU HOTEL หรือระดับเทียบเท่า

** ท่านที่ประสงค์จะพักเต้นท์ (ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม)  กรุณาแจ้งล่วงหน้า เพราะบางโรงแรมไม่มีเต้นท์ให้บริการ  การพักแบบเต้นท์ ไม่มีห้องน้ำในตัว แต่ห้องน้ำเป็นจะห้องน้ำรวม **

*** กิจกรรมที่ห้ามพลาด คือการได้ออกมาเพลิดเพลินกับบรรยากาศยามค่ำคืน ของทะเลทรายซาฮารา ว่ากันว่า การชมดาวยามค่ำคืนเหนือทะเลทรายซาฮารา สวยงามติดอันดับต้นๆของโลก ***

DAY7

เมอร์ซูก้า - ขี่อูฐ - ทินเฮียร์ – นั่ง 4WD - เอร์ฟูด์ – ทินเฮียร์ - ทอดร้า จอร์จ - วอซาเซท

  • ก่อนพระอาทิตย์ขึ้นนำท่านขี่อูฐ เพื่อชมพระอาทิตย์ขึ้นที่เนินทรายในทะเลทรายซาฮาร่า (ขี่อูฐท่านละ 1 ตัว) ทะเลทรายซาฮาร่า (SAHARA DESERT) เป็นทะเลทรายที่มีอาณาเขตกว้างใหญ่ที่สุดในโลกคือ มีเนื้อที่ประมาณ 9 ล้านตารางกิโลเมตร และตั้งอยู่ทางตอนเหนือของทวีปแอฟริกา ทะเลทรายซาฮาร่ามีสิ่งแวดล้อมที่ไม่เอื้อต่อการดำรงอยู่ของชีวิตมนุษย์ สัตว์ หรือพืช เพราะฝนตกน้อยมาก และพื้นที่ไม่เหมาะแก่การเพาะปลูกหรือเลี้ยงสัตว์ ให้ท่านได้สัมผัสบรรยากาศยามเช้าในทะเลทรายซาฮาร่า ชมพระอาทิตย์ขึ้นจากบนเนินทรายซึ่งเป็นภาพที่สวยงาม น่าประทับใจท่านได้เก็บภาพความประทับใจจนเป็นที่พอใจ
  • ได้เวลานำาท่านขี่อูฐกลับสู่ โรงแรมที่พัก

รับประทานอาหารเช้าแบบอเมริกัน ณ โรงแรมที่พัก 

  • นำคณะนั่งรถขับเคลื่อนสี่ล้อ 4×4 (4WD) ออกจากทะเลทรายซาฮาร่า มุ่งหน้าสู่เมืองเอร์ฟูด์(Erfoud) เพื่อเปลี่ยนเป็นรถโค้ช
  • เดินทางสู่เมืองทินเฮียร์( Tinghir)
  • แวะชมโอเอซิส Tinerhir ซึ่งเป็นชุมชนที่เกาะกลุ่มอยู่รวมกัน ท่ามกลางความแห้งแล้งในเขตทะเลทราย ที่ยังมีความชุ่มชื้น มีตาน้ำ หรือลำธาร ซึ่งใช้ในเพาะการปลูก ต้นปาล์ม ต้นอัลมอนด์โอเอซิส แห่งนี้เคยเป็นที่ตั้งของกองทหารที่เดินทางมาจากเมืองวอซาเซท
  • ผ่านหุบเขาดาเดดส์ (Dades) ซึ่งเป็นแนวเขาและธรรมชาติของหุบเขาที่ถูกกัดกร่อนจากแรงลม ทำาให้หุบเขากลายเป็นรูปร่างต่างๆ สวยงาม
  • เดินทางสู่ ทอดร้า จอร์จ (Todra Gorge) โกรกธารที่มีโขดผาสูง 985 ฟุต หรือ 300 เมตร ท้ังสองด้านที่เกือบตั้งทำมุมสามเหลี่ยมกับแม่น้ำ โทดร้า ถือว่าเป็นโตรกธารและหุบเขาที่สวยที่สุดทางใต้ของโมรอคโค ให้ท่านได้ชื่นชมความงาม

รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารอาหารพื้นเมือง

  • เดินทางสู่เมือง วอซาเซท (Ouarzazate) เคยเป็นที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ในปีค.ศ. 1928 ฝรั่งเศสได้ตั้งกองกำลังทหารและพัฒนาที่นี่ให้เป็นศูนย์กลางการบริหาร วอซาเซทเป็นเมืองที่ถูกส่งเสริมให้เป็นเมืองท่องเที่ยวแวดล้อมไปด้วยสตูดิโอภาพยนตร์ และเป็นที่ถ่ายทำหนังหลายเรื่อง เช่น The Mummy , Gladiator , Games of Thrones  เป็นต้น และมีการพัฒนาพื้นที่ในทะเลทรายเพื่อการทำกิจกรรมต่างๆ เช่นการขี่มอเตอร์ไซด์ อูฐ กิจกรรมผจญภัยกลางทะเลทราย (สำหรับในฤดูหนาว – ฤดูใบไม้ผลิ ช่วงเดือนพ.ย.– เม.ย.) ควรเตรียมเสื้อกันหนาวให้เพียงพอ เพราะเมืองนี้อยู่ใกล้ ภูเขาแอตลาส ( Atlas ) ที่มีหิมะปกคลุมในช่วงดังกล่าว เมือง วอซาเซท อาจกล่าวได้ว่าเป็นจุดมุ่งหมายของนักท่องเที่ยวที่มองหาความแตกต่าง และความผจญภัยที่หาไม่ได้จากที่ไหน วอซาเซทเป็นเมืองที่สำคัญที่สุดของทางตอนใต้ และที่นี่ยังเป็นทางเชื่อมระหว่างเหนือกับใต้ และตะวันออกกับตะวันตก ก่อนถึงเมืองซอซาเซท
  • แวะชมผลิตภัณฑ์ทำจากกุหลาบที่เมือง มากูน่า (M’Gouna)

รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคารอาหารพื้นเมือง 
BERBER PALACE HOTEL หรือระดับเทียบเท่า  5 ดาว

DAY8

วอซาเซท – ป้อมทาอูเริท - ไอท์ เบนฮาดดู ( Unesco) - มาราเกซ ( Unesco)

รับประทานอาหารเช้า ณ โรงแรมที่พัก 

  • นำท่านชม ป้อมทาอูเริท (Kasbah Taourirt) พระราชวังของผู้ปกครองมาราเกซตระกูล กลาวี (Glaoui Palace) เป็นป้อมดิน หรือ วังที่สร้างจากดิน ซึ่งภายในประกอบด้วยห้องหับต่างๆจำนวนมากรวมถึงฮาเร็ม และที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ซึ่งเชื่อมต่อกันด้วยทางเล็กๆอยู่ภายใน ในห้องต่าง ๆ ยังมีลวดลายผนังอาคารและรูปแบบสถาปัตยกรรมอันหลากหลายของการสร้างอาคารของชาวเบอร์เบอร์
  • เดินทางสู่เมืองไอท์ เบนฮาดดู(Ait Benhaddou) เป็นเมืองที่อาคารต่าง ๆสร้างจากดิน เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงในเรื่องการหารายได้จากกองถ่ายทำาภาพยนตร์กว่า 20 เรื่องโดยเฉพาะป้อมดินที่งดงามและมีความใหญ่ที่สุดในภาคใต้ของโมรอคโค คือป้อมไอท์ เบนฮาดดู (Kasbash of Ait Ben Hadou) เป็นป้อมดินซึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางสวนอัลมอนด์เป็นปราสาทที่ใช้ในนการถ่ายทำภาพยนต์หลายเรื่องที่โด่งดังอาทิ Lawrance of Arabia , Jesus of Nazareth และ Gladiator ปัจจุบันได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก (Unesco) ในปีค.ศ.1987

รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารอาหารพื้นเมือง

  • เดินทางสู่เมือง มาราเกช (Marakesh) โดยข้ามส่วนที่สูงที่สุดของเทือกเขาแอตลาส ระหว่างทางให้ท่านแวะถ่ายภาพทิวเขาและภาพถนนที่คดเคี้ยวบนเทือกเขาแอตลาส แวะชมสหกรณ์แม่บ้านเบอร์เบอร์ซึ่งเป็นแหล่งผลิต น้ำมันอาร์กัน (Argan Oil) ให้ท่านได้เลือกซื้อผลิตภัณฑ์อาร์กันที่มีชื่อเสียงอันที่รู้จักไปทั่วโลก
  • เดินทางต่อสู่เมือง มาราเกช (Marakesh) เป็นเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญที่ตั้งอยู่เชิงเขาแอตลาส ในอดีตเมืองโอเอซิสแห่งนี้เป็นที่พักของกองคาราวานอูฐที่มาจากทางตอนใต้ของโมรอคโค ถือเป็นเมืองชุมทางของพ่อค้าต่างๆที่นำาสินค้าจากทางตอนใต้ ไปขายยังยุโรป และ นำสินค้าจากทางเหนือ ผ่านเทือกเขาไฮแลตลาส ไปยังทะเลทรายซาฮาร่า
  • นำท่านเยือน จัตุรัสกลางเมือง Djemaa El Fnaa Square (Medina) ที่มีขนาดใหญ่ รายล้อมไปด้วยอาคาร ร้านค้าตลาด ท้ัง 4 ด้าน นำท่านเดินชมเมือง ชมวิถีของชุมชนที่มีสีสันและกลิ่นอายแบบโมรอคโคขนานแท้อันมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งปัจจุบันได้รับการขึ้นเป็นมรดกโลก ( Unesco) ในปีค.ศ.1985
  • ให้ท่านได้จับจ่ายหาซื้อของฝากของที่ระลึกพื้นเมืองต่างๆ ได้ที่ตลาดเก่า (OldMarket) ที่อยู่รายรอบจัตุรัสอย่างเพลิดเพลินตามอัธยาศัย

รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคารอาหารพื้นเมือง
ADAM PARK HOTEL & SPA หรือระดับเทียบเท่า  5 ดาว  

DAY9

มาราเกซ - สวนจาร์ดีน มาจอแรล - สุเหร่าคูโตเบีย – พระราชวังบาเฮีย - นั่งรถม้าชมเมือง - คาซาบลังก้า - ช้อปปิ้ง

รับประทานอาหารเช้า ณ โรงแรมที่พัก 

  • นำท่านไปชม สวนจาร์ดีน มาจอแรล (Jardin Majorelle) หรือ สวนยิปแซงลอเร้นซ์ (Yves Saint Laurent Gardens) ชื่อนี้เป็นที่คุ้นเคยของสาวๆ ที่ชื่นชอบแฟชั่นสุดหรูของ Yves St. Laurent นักออกแบบแฟชั่นดีไซน์แห่งปารีส ฝรั่งเศส ซึ่งเป็นผู้อกแบบสวนแห่งนี้ในช่วงที่โมรอคโคตกเป็นอาณานิคมของประเทศฝรั่งเศส
  • ชมสวนที่ถูกออกแบบโดยใช้สีสดใส ฉูดฉาด เช่นสีน้ำเงิน และสีส้ม เป็นองค์ประกอบ ไม่ว่าจะเป็นเสาแจกัน และชมการจัดวางพรรณไม้อันหลากหลาย แห่งทะเลทรายที่จัดได้อย่างสวยงามและลงตัว
  • ชม สุเหร่าคูโตเบีย(Kutobia Mosque)  เป็นสุเหร่าที่มีหอคอยสูง ถึง 70 เมตร สร้างในสมัยราชวงศ์ อัลโมฮัด ซึ่งเป็นหอคอย 1 ในสามพี่น้อง เป็นที่รู้จักกันทั่วโลกถึงความยิ่งใหญ่ในสมัยราชวงศ์นี้
  • ชมซากสุเหร่าซึ่งเป็นอนุสรณ์แห่งความขัดแย้งของ 2 ลัทธิ ซึ่งมีมาในอดีต
  • นำท่านชม พระราชวังบาเฮีย (Bahia Palace) เป็นพระราชวังของท่านมหาอำมาตย์ ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินแทนยุวกษัตริย์ในอดีต สร้างขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 โดย Si Moussa สถาปัตยกรรมออกเป็นแนวสมัยใหม่ โดยที่ตั้งใจจะให้เป็นพระราชวังที่ยิ่งใหญ่และหรูหราที่สุดในสมัยนั้น สร้างขึ้นและตั้งชื่อวังตามชื่อของภรรยาคือนางบาเฮีย ซึ่งมีรูปโฉมที่งดงาม เป็นที่รักใคร่ยิ่งของท่านมหาอำมาตย์
  • ชมสวนในบ้านซึ่งเป็นสไตล์ริยาด (Riad) ประกอบไปด้วยลานกลางบ้าน ซึ่งประดับด้วยน้ำพุและสวนไม้ดอกไม้ประดับ ตามสไตล์การแต่งบ้านแบบโมรอคโค
  • นำท่านสัมผัสประสบการณ์นั่งรถม้า ชมเมืองมาราเกช ท่านจะได้ชมความสวยงามของเมืองมาราเกซในอีกบรรยากาศ

รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารอาหารพื้นเมือง

  • จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ คาซาบลังก้า (Casablanca) ถึงคาซาบลังก้า
  • นำท่านช้อปปิ้งที่ห้าง Morocco Mall เป็นห้างที่บรรดาไฮโซ และเศรษฐี ในคาซาบลังก้า นิยมมาจับจ่าย ซื้อสินค้าแบรนด์ดัง อิสระให้ท่าน

รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคารอาหารพื้นเมือง
GRAND MOGADOR HOTEL หรือระดับเทียบเท่า  5  ดาว

DAY10

คาซาบลังก้า - สนามบิน

รับประทานอาหารเช้า ณ โรงแรมที่พัก 

  • นำท่าชมเมือง คาซาบลังก้า  คำาว่า ‘คาซา’ แปลว่า บ้าน และ ‘บลังก้า’ แปลว่า สีขาว คาซาบลังก้า เป็นเมืองที่คนทั่วโลกรู้จัก และอาจรู้จักมากกว่า ‘ราชอาณาจักรโมรอคโค’ ด้วยซ้ำเพราะนอกจากจะเป็นเมืองท่าและเป็นที่ตั้งของท่าอากาศยานระหว่างประเทศแล้วยังถูกใช้ป็นฉากในภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดเรื่อง Casablanca (โดยที่ไม่ได้ถ่ายทำในคาซาบลังก้าเลย)
  • ผ่านย่านธุรกิจสำคัญ จัตุรัสสหประชาชาติ
  • ผ่านชมย่านบ้านพักตากอากาศและวิวทิวทัศน์ริมมหาสมุทรแอตแลนติคซึ่งเป็นย่านที่เศรษฐีและผู้มีฐานะทางสังคมนิยมมาอยู่กันรวมถึงกษัตริย์ซาอุดิอารเบียก็มาสร้างพระราชวังไว้ที่เมืองคาซาบลังก้าแห่งนี้พร้อมทั้งมีมัสยิดและหอสมุดส่วนพระองค์
  • นำท่านชมบริเวณภายนอกของสุเหร่าแห่งกษัตริย์ฮัสซันที่ 2 เป็นสุเหร่าที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากเมืองเมกกะ สุเหร่านี้งดงามประณีตด้วยสถาปัตยกรรมแบบโมรอคโคทุกแขนง สามารถจุผู้คนที่เข้าร่วมพิธีทางศาสนาอิสลามได้ร่วม 80,000 คน โดยแยกเป็นภายในสุเหร่า 25,000 คน ภายนอกสุเหร่าอีก 55,000คน ชมทิวทัศน์รอบๆ สุเหร่าอันเป็นจุดชมวิวริมฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติค ซึ่งเป็นสถานที่พักผ่อนที่สวยงามของชาวโมรอคโคที่ชอบมาเดินเล่นหลังจากปฏิบัติศาสนกิจเสร็จแล้ว
  • 10.30 น. นำท่านเดินทางสู่สนามบินโมฮัมเหม็ดที่ 6 เมือง คาซาบลังกา
  •   นำท่านออกเดินทางสู่ดูไบ (Dubai) โดยสายการบินเอมิเรตส์ เที่ยวบินที่ EK 752
DAY11

สนามบินสุวรรณภูมิ กรุงเทพ

  • 01.30 น. เดินทางถึงสนามบินดูไบ (แวะเปลี่ยนเครื่อง)
  • 03.30 น.ออกเดินทางสู่กรุงเทพฯ  โดยสายการบินเอมิเรตส์ เที่ยวบินที่ EK 376
  • 12.50 น. เดินทางถึงสนามบินสุวรรณภูมิ กรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ


แชร์ให้เพื่อน