ทัวร์อิตาลี โดโลไมต์


Tour by HappyLongway

รายละเอียดโปรแกรมทัวร์-ทัวร์อิตาลี โดโลไมต์

รหัสทัวร์ : WINTER ITALY DOLOMITES 10 DAYS (TG)
ระยะเวลา 10 วัน 7 คืน
สายการบิน : Thai Airways (TG)

กำหนดการเดินทาง

รอบที่ วันเดินทาง ราคา
1 24 ธ.ค. 69 - 2 ม.ค. 70 205,900 บาท

สถานที่สำคัญ

  • 1
    อุทยานแห่งชาติ Dolomites สวยสุดๆ และได้รับ (Unesco)
  • 2
    นั่งกระเช้าสู่ Seceda ยอดเขาที่สูงที่สุดในโดโลไมต์
  • 3
    นั่งกระเช้าสู่ Alpe di Siusi ที่ราบบนยอดเขาที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป (Unesco)
  • 4
    ชมหมู่บ้าน Val di Funes หมู่บ้านมรดกโลกสุดสวยของอุทยานโดโลไมต์
  • 5
    ชมทะเลสาบ Lake Braies ทะเลสาบสีเขียวมรกต ที่ได้ขึ้นชื่อว่าสวยที่สุดในโดโลไมต์ (Unesco)
  • 6
    ชมทะเลสาบ Misurina Lake หนึ่งในทะเลสาบที่มีชื่อเสียงที่สุดในโดโลไมต์
  • 7
    ชมเมือง Ortisei เมืองเล็กๆน่ารักสุดสวยในหุบเขา (Unseen)
  • 8
    ชมเมือง Bolzano / Cortina D’ampezzo เมืองสวยในอุทยานโดโลไมต์
  • 9
    ชมเมือง Sirmione เมืองเก่าแก่อายุกว่า 2,000 ปี ริมทะเลสาบการ์ด้า (Unseen)
  • 10
    ชมเกาะ Burano เกาะสีสันลูกกวาดสุดสวย (Unseen)
  • 11
    ชมเกาะ Venice เกาะที่โรแมนติคที่สุดในโลก
  • 12
    ชมเมือง Verona เมืองสุดคลาสิคต้นกำเนิดนิยาย โรมิโอ & จูเลียต
  • 13
    ช้อปปิ้งเมือง Milan เมืองแฟชั่นดังของอิตาลี

HappyLongWay
ขอนำเสนอโปรแกรมทัวร์ยุโรป
ทัวร์อิตาลี โดโลไมต์ ฤดูหนาว 10 วัน 7 คืน
Milan – Venice – Verona – Dolomites
โดยสายการบินไทย (TG)

DAY1

สนามบินสุวรรณภูมิ - กรุงเทพมหานคร

  • 21.30 น. คณะพร้อมกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ ชั้น 4 ประตูทางหมายเลข 4 เคาน์เตอร์ H สายการบินไทย พบเจ้าหน้าที่บริษัทอำนวยความสะดวก
DAY2

มิลาน - เวโรนา - เมสเตร้

  • 00.40 น. ออกเดินทางสู่มิลาน โดยสายการบินไทย เที่ยวบินที่ TG 940 (ใช้เวลาประมาณ 11 ชม.)
  • 07.35 น. เดินทางถึงสนามบินมิลาน ประเทศอิตาลี
  • นำท่านเดินทางสู่เมืองเวโรนา (Verona) จุดหมาย แคว้นเวเนโต (Veneto) ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศอิตาลี (ระยะทาง 195 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 2 ชม.30 นาที) เมืองนี้ตั้งอยู่ริมแม่น้ำอะดิเจ (Adige River) เป็นเมืองที่มีประวัติความเป็นมายาวนาน เมืองนี้เต็มไปด้วยโบราณสถานน่าตื่นตา ไม่ว่าจะเป็นสิ่งปลูกสร้างในสมัยโรมัน โบสถ์วิหารเก่าแก่ หรือแม้แต่บ้านเรือนก่อด้วยอิฐและหิน ด้วยเหตุนี้ใน ค.ศ. 2000 องค์การยูเนสโก (UNESCO) จึงประกาศให้เวโรนาเป็นมรดกโลกอันทรงคุณค่าFile:20110720 Verona 3078.jpg - Wikimedia Commons
  • นำท่านผ่านชม บ้านจูเลียต (Juliet’s House) (หมายเหตุ: การเข้าชมด้าน ต้องต่อคิวซื้อตั๋ว หากท่านใดสนใจสามารถต่อคิวซื้อตั๋วเข้าไปชมด้านในได้ ไม่รวมในค่าทัวร์) บ้านจูเลียตเป็นอาคารซ้อนชั้นก่อด้วยหินที่สร้างขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 13 แรกเริ่มเดิมที เจ้าของสถานที่แห่งนี้คือตระกูลคาเปลโล (Capello) ผู้ดีเก่าในเมืองเวโรน่า พวกคาเปลโลดัดแปลงบ้านให้เป็นสถานที่พักแรมสำหรับขุนนางต่างถิ่นที่มาเยือนอิตาลี การณ์ดำเนินเช่นนี้จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1597 เมื่อบทละครโรมิโอและจูเลียตของเช็กสเปียร์ถูกตีพิมพ์เป็นครั้งแรก ผลงานชั้นครูชิ้นนั้นทำให้ชื่อของเช็กสเปียร์โด่งดังไปทั่วยุโรป บรรดานักอ่านต่างพากันมาเยือนเวโรนาเพื่อตามหาบ้านเกิดของจูเลียต ในปีค.ศ. 1968 เนรีโอ คอนสแตนตินี (Nereo Constantini) ศิลปินชาวเวโรนาก็ได้สร้างรูปหล่อจูเลียตขึ้นมา โดยตั้งไว้ที่สวนหน้าบ้านคาเปลโล ไม่นานหลังจากนั้น บ้านคาเปลโลก็ถูกต่อเติมระเบียงที่สามารถมองลงมาเห็นสวนด้านล่าง ตามผังบ้านในบทละครตอนที่จูเลียตลอบพบกับโรมิโอบนระเบียงห้องนอน บ้านคาเปลโลจึงถูกเปลี่ยนเป็นบ้านของจูเลียตในโศกนาฏกรรมรักอย่างสมบูรณ์และกลายมาเป็นสัญลักษณ์ของเมืองเวโรนาที่ผู้มาเยือนต่างเชื่อว่า หากได้สัมผัสรูปหล่อจูเลียตสักครั้ง คำอธิษฐานรักของตนจะเป็นจริง                                                     Romeo & Juliet Balcony at the Casa di Giulietta or Juliet'… | Flickr

รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารอาหารพื้นเมือง

  • นำท่านถ่ายรูปกับ โบสถ์ซันต์ อะนาสตาเซีย (Sant’Anastasia) โบสถ์แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในปี 1280 ตามประสงค์ของบาทหลวงเบนเวนูโต ดา อิโมลา (Fra’ Benvenuto da Imola) และบาทหลวงนิโกลา ดา อิโมลา (Fra’ Nicola da Imola) สองนักบวชผู้เผยแผ่คริสต์ศาสนานิกายโดมินิกันในเมืองเวโรน่า ซันต์ อะนาสตาเซียเป็น สิ่งปลูกสร้างสไตล์โกธิค (Gothic Architecture) ที่นิยมในครึ่งหลังของยุคกลาง โถงด้านในมีเพดานยกสูง ประดับด้วยปูนปั้นรูปนักบุญ เทวดา และนางฟ้า รวมถึงภาพเขียนสีน้ำมันเก่าแก่ ซันต์ อะนาสตาเซียจึงถือเป็นขุมทรัพย์ล้ำค่าของคนรักศิลปะทั่วโลกเลยก็ว่าได้ จากนั้นนำท่านเดินชมเมืองเวโรน่าหรือเลือกซื้อสินค้าของที่ระลึกตามอัธยาศัย
  • จากนั้นนำท่านเดินทางสู่เมสเตร้ (Venice Mestre) เมืองประตูสู่เกาะเวนิส (ระยะทาง 115 กม. ใช้เวลาเดินทาง 1 ชม. 30 นาที)

รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคารอาหารพื้นเมือง
FOUR POINTS BY SHERATON VENICE MESTRE HOTEL หรือระดับเทียบเท่า 4 ดาว

DAY3

เมสเตร้ - เกาะบูราโน่ - เกาะเวนิส

รับประทานอาหารเช้าแบบอเมริกัน ณ โรงแรมที่พัก

  • จากนั้นนำท่านเดินทางต่อสู่ท่าเรือทรอนเชนโต้
  • นำท่านล่องเรือสู่ เกาะบูราโน่ (Burano) เกาะแห่งสีสัน คัลเลอร์ฟูล จัดจ้านสุดในอิตาลีเกาะบูราโน่ เป็นอีกสถานที่ยอดนิยม เมื่อนักท่องเที่ยวมาเที่ยวเวนิส ด้วยความโดดเด่นของสีสัน ที่เราจะได้เจอกับบ้านสีสดใส แทบจะทุกเฉดใน pantone ไม่ว่าจะชมพูช็อคกิ้งพิ้ง หรือเขียวนีออน ตัดกันดีกับสีท้องฟ้า และท้องทะเล ตำนานบอกไว้ว่าบูราโน่ เป็นบ้านของชาวประมง และเหตุผลของการทาสีให้สะดุดตาเพื่อให้พวกเขามองเห็นทางกลับบ้านเมื่อมีหมอกปกคลุมทะเลสาบ เนื่องจากบริเวณนั้นมีเกาะในท้องทะเลมากมาย บูราโน่ประกอบด้วยกลุ่มเกาะเล็ก ๆ 4 เกาะ ที่เชื่อมโยงกันด้วยสีสันสะดุดตา และได้รับการอนุรักษ์มาหลายทศวรรษ สาเหตุที่เราเห็นสีของบ้านมีความสดใสตลอดเวลา นั่นเป็นเพราะว่ามีการทาสีใหม่ทุกๆ 2 ปี และที่ทำให้สีสะดุดตามากขึ้น เป็นเพราะทุกๆบ้าน ต้องทำสีที่แตกต่างจากเพื่อนบ้านทั้งสองด้านBurano "street" | Burano is a small island nearby Venice, fa… | Flickr
  • อิสระท่านเดินเล่นชมเมืองตามอัธยาศัย
  • จนกระทั่งได้เวลาพอสมควร นำท่านนั่งเรือสู่เกาะเวนิส (Venice) หรือ เวเนเซีย จุดหมายปลายทางอันสุดโรแมนติกของเหล่าคู่รัก ตั้งอยู่ ณ แคว้นเวเนโต ประเทศอิตาลี เมืองเวนิสเป็นเกาะ ที่อยู่ห่างออกไปในทะเลเอเดรียติก เกิดจากการเชื่อมเกาะเล็กๆ จำนวน 118 เกาะและมีสะพานเชื่อมมากกว่า 400 แห่ง เป็นเมืองที่มีคลองมากที่สุดในโลก ด้วยความสวยงามราวกับเป็นภาพที่อยู่ในความฝัน ได้รับฉายามากมาย ไม่ว่าจะเป็น ราชินีแห่งทะเลเอเดรียติก (Queen of the Adriatic), เมืองแห่งสายน้ำ (City of Water), เมืองแห่งสะพาน (City of Bridges) องค์การ unesco ยกให้เมืองเวนิส เป็นหนึ่งในเมืองมรดกโลกVenezia Venice Italy - Creative Commons by gnuckx | The wate… | Flickr

รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารอาหารพื้นเมือง

  • นำท่านเดินเล่นชมเมืองเวนิส นำท่านชมบริเวณจัตุรัสซานมาร์โก (Pianzza San Marco) เป็นที่ตั้งหอระฆังซานมาร์โก (Campanile di San Marco) เป็นหอระฆังสูงถึง 98 เมตร ที่ตั้งอยู่ด้านหน้ามหาวิหารซานมาร์โกค่ะ ที่นี่เป็นอีกแลนด์มาร์คที่นักท่องเที่ยวนิยมมาถ่ายภาพ และยังเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวสามารถเดินขึ้นบันไดไปชมวิวสวยๆ ของเมืองเวนิส จากชั้นบนสุดของหอระฆังได้ทุกวันอีกด้วยVenice | As seen from the top of Campanile di San Giorgio Ma… | Flickr
  • นำถ่ายรูปด้านหน้ากับ มหาวิหารซานมาร์โก้ (San Marco) โบสถ์สำคัญแห่งเมืองเวนิสที่เริ่มสร้างขึ้นครั้งแรกตั้งแต่ ค.ศ.823 ผสมผสานศิลปะของหลายยุคขึ้นไว้ด้วยกัน ตั้งแต่ไบเซนไทน์ โรมาเนสก์ โกธิค จนถึงเรอเนสซองซ์ หลังคาของมหาวิหารซานมาร์โกสร้างแบบโดมสุเหร่าของศาสนาอิสลาม โดมกลางมีขนาดใหญ่ที่สุด ประดับโมเสกสีทองอร่ามตั้งแต่หลังคาจรดพื้น จึงได้รับสมญานามว่า “Church of Gold” มาตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 11 เลยทีเดียว และบริเวณจตุรัสยังเป็นที่ตั้งของ โบสถ์ซานตามาเรีย เดลลา ซาลูเต (Santa Maria Della Salute) ภาพเวนิสที่เราเห็นกันตามรูปถ่ายต่างๆ มักจะมีโบสถ์แห่งนี้อยู่ด้วยเสมอ เป็นโบสถ์สไตล์บาโรกที่ตั้งอยู่บริเวณปากแกรนด์คาแนล ทางด้านทิศใต้ ก่อนที่จะออกสู่ทะเลสาบ ภายในโบสถ์จะมีภาพเขียน และประติมากรรมล้ำค่าหลายชิ้น รวมทั้งรูปสลัก Queen of Heaven expelling the Plague ผลงานชิ้นเอกของศิลปิน Josse de Corte อยู่ด้วย พระราชวังดอจ (Palazzo Ducale) เป็นพระราชวังสไตล์โกธิคของดยุคผู้ครองเมืองเวนิส ซึ่งสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 9 ภายในพระราชวังประดับด้วยทองคำ และมีภาพจิตรกรรมมากมาย นอกจากความสวยงามโอ่อ่านี้ ชั้นใต้ดินของวัง ยังมีคุกขังนักโทษ ซึ่งถูกเชื่อมด้วยทางเดินแคบๆ ไปยังสะพานข้ามคลองสู่แดนคุมขัง สะพานแห่งนี้จึงมีชื่อเรียกว่า สะพานถอนหายใจ (Ponte dei Sospiri หรือ Bridge of Sighs) ตามอาการของนักโทษที่เดินข้ามสะพานและกำลังจะหมดอิสรภาพนั่นเอง
  • นำท่านเดินชมเกาะเวนิสกันอย่างเต็มอิ่ม
  • นำท่านชม สะพานรีอัลโต (Ponte di Rialto) เป็นหนึ่งในสะพานข้ามแกรนด์คาแนล ที่นักท่องเที่ยวนิยมแวะมาถ่ายรูปมากที่สุด ซึ่งอีก 2 สะพานที่มีชื่อเสียง คือ Accademia Bridge และ Scalzi Bridge ค่ะ เพราะสะพานแห่งนี้มีความเก่าแก่ที่สุด สร้างขึ้นครั้งแรกด้วยไม้ในปี ค.ศ.1181 เลยทีเดียว ต่อมาได้มีการรื้อ และสร้างใหม่ด้วยหินอย่างที่เห็นในปัจจุบัน นอกจากสะพานรีอัลโตจะเชื่อมระหว่างเกาะ San macro กับเกาะ San polo ของเวนิสด้วย โดยบริเวณตีนสะพานทั้งสองฝั่งยังเต็มไปด้วยร้านอาหาร คาเฟ่ และร้านค้าขายของต่างๆ อีกมากมาย จึงเป็นจุดไฮไลท์ของเมืองที่นักท่องเที่ยวชอบไปกันมาก แกรนด์ คาแนล (Grand Canal) หรือเรียกเป็นภาษาอิตาเลียนว่า “คานาเล่ แกรนเด้” เป็นคลองที่มีชื่อเสียงในด้านการท่องเที่ยว และเป็นจุดหมายปลายทางหลักของนักท่องเที่ยวที่อยากล่องเรือกอนโดล่านั่นเอง นักท่องเที่ยวนิยมไปนั่งเรือกอนโดล่าลัดเลาะไปตามคลองต่างๆ ในเวนิส ซึ่งจะผ่านสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญต่างๆ ของเมือง และได้สัมผัสกับความสวยงาม และวิถีชีวิตของชาวเมือง                                             Grand Canal - Rialto - Venice Italy Venezia - Creative Com… | Flickr
  • อิสระให้ท่านเดินช้อปปิ้งตามอัธยาศัย จากนั้นได้เวลานัดหมายนำท่านนั่งเรือกลับสู่แผ่นดินใหญ่

รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคารอาหารจีน
FOUR POINTS BY SHERATON VENICE MESTRE HOTEL หรือระดับเทียบเท่า 4 ดาว

DAY4

เวนิส - อุทยานโดโลไมต์ - ทะเลสาบมิซุริน่าv- คอร์ติน่า ดอมปาสโซ่

รับประทานอาหารเช้าแบบอเมริกัน ณ โรงแรมที่พัก

  • นำท่านเดินทางข้ามพรมแดนสู่อุทยานแห่งชาติในเขตเทือกเขา โดโลไมต์ (Dolomites) เขตทิโรลของประเทศอิตาลี สถานที่ท่องเที่ยวที่คนไทยรู้จักน้อยมาก แต่ความสวยงามของโดโลโมต์เป็นที่เลื่องลื่อซึ่งเป็นอุทยานแห่งชาติเพียงแห่งเดียวของอิตาลี ที่องค์กรยูเนสโกรับรองให้เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ (Unesco) โดโลไมต์เป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาแอลป์ ที่พาดผ่านตอนเหนือของของประเทศอิตาลี หรืออิตาเลี่ยนแอลป์ เทือกเขาโดโลไมต์มียอดเขาที่มีลักษณะประหลาดเป็นกรวยสูงตระหง่าน ยอดแหลมชันราวซี่ฟันเลื่อยหรือฟันปลาไม่เหมือนยอดเขาอื่นใด ภูมิประเทศน่ามหัศจรรย์แห่งนี้เมื่อกว่า 500 ล้านปี เคยเป็นแนวปะการังใต้ท้องทะเลมาก่อน

รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารอาหารพื้นเมือง

  • จากนั้นนำท่านเดินทางชมทะเลสาบมิซูริน่า (MISURINA LAKE) ทะเลสาบที่หลบซ่อนตัวในหุบเขา ที่ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญอีกแห่งในโดโลไมต์ (ระยะทาง 35 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 45 นาที)
  • นำท่านเดินเล่นชมวิวทะเลสาบเก็บภาพสุดความประทับใจ
  • ท่านเดินทางสู่เมือง คอร์ติน่า ดอมปาสโซ่ (CORTINA D’AMPEZZO) เมืองสกีรีสอร์ทที่อยู่ในอุทยานแห่งชาติเทือกเขาโดโลไมต์ (DOLOMITE) คอร์ติน่า ดอมปาสโซ่ สกีรีสอร์ท BEST OF THE ALPS เพียงแห่งเดียวของอิตาลีที่ได้รับการยกย่องให้เป็น 1 ใน 10 สกีรีสอร์ทที่ดีที่สุดในโลก เคยใช้เป็นสถานที่จัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวในปี 1956 และเคยเป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ เจมส์ บอนด์ 007 ตอน FOR YOUR EYE ONLY ได้รับการขนานนามว่าเป็น ไข่มุกแห่งเทือกเขาโดโลไมต์ เป็นสถานที่ตากอากาศตลอดปี                                                                                                  Cortina d'Ampezzo in Italy - Dolomites holiday destination
  • ให้ท่านเดินเล่นชมเมืองเลือกซื้อของที่ระลึกหรือเก็บภาพความประทับใจตามอัธยาศัย

รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคารอาหารพื้นเมือง
PARC HOTEL VICTORIA หรือเทียบเท่า 4 ดาว

หมายเหตุ : โรงแรมเมืองคอร์ติน่ามีขนาดเล็กและมีจำนวนจำกัด หากเต็มทางบริษัทขอสงวนสิทธิ์ไปนอนเมืองใกล้เคียง *** โรงแรมส่วนใหญ่ไม่มีห้อง 2 เตียง***

DAY5

คอร์ติน่า ดอมปาสโซ่ - ทะเลสาบเบรียส - หมู่บ้าน Val di funes - โบสถ์ St.Johannn - โบสถ์ Santa Maddalena - โบลซาโน่

รับประทานอาหารเช้าแบบอเมริกัน ณ โรงแรมที่พัก

  • จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ ทะเลสาบเบรียส (Lake Braies) หรือ (Pragser Wildsee) (ระยะทาง 60 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 1 ชม.) ทะเลสาบที่ได้ขึ้นชื่อว่าไข่มุกแห่งโดโลไมต์ ตั้งอยู่ในหุบเขาโดโลไมต์ และยังได้เป็นส่วนหนึ่งใน มรดกโลก (Unseco) อีกด้วย ด้วยความโดดเด่นของสีน้ำเขียวมรกตและมีความใสมาก บวกกับธรรมชาติรอบๆ ทั้งทิวต้นสนและทิวภูเขาของเทือกเขาโดโลไมต์  ทำให้ทะเลสาบแห่งนี้งดงามยิ่งนัก                                                                                                              Lake Braies in Italy - Lago di Braies / Pragser Wildsee
  • นำท่านเดินชมเมืองทะเลสาบตามอัธยาศัย
  • จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ชุมชน Val di funes หรือ Villnöß ชุมชนเล็กๆทางภาคตะวันตกของอุทยานโดโลไมต์ (ระยะทาง 115 กิโลเมตร ใช้เวลา 2.30 ชม.) ประกอบไปด้วยหมู่บ้านเล็กๆ 6 หมู่บ้าน โดยมีชื่อเสียงจากการมีวิวทิวทัศน์ที่สวยที่ในเขต South Tyrol

รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารอาหารพื้นเมือง

  • จากนั้นนำท่านถ่ายรูปกับ โบสถ์ St.Johann โบสถ์เล็กๆ ล้อมรอบไปด้วยต้นสนและ ยอดเขาแหลมของเทือกเขาโดโลไมต์ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งสถานที่ในโดโลไมต์ที่ถูกถ่ายภาพเป็นอันดับต้นๆ เลยที่เดียว อิสระให้ท่านเก็บภาพความประทับใจ                                                                                                St Johann Church with Beautiful Dolomiti Mountains. Stock Photo - Image of maddalena, national: 164465560
  • จากนั้นนำท่านเก็บภาพความประทับใจอีกนึงสถานที่ ณ โบสถ์ Santa Maddalena โบสถ์ที่ถือเป็นสถานที่ไฮไลต์ที่ถูกถ่ายรูปมากที่สุดในอุทยานโดโลไมต์ มีวิวทิวทัศน์ที่สวยงามมีฉากหลังเป็นเทือกเขา Odles (การเดินขึ้นไปเก็บภาพความประทับใจนี้ ท่านจะต้องเดินขึ้นเนินประมาณ 2 กิโลเมตร เพื่อไปเก็บภาพ)

**หมายเหตุ หากหิมะตกหนักไม่สามารถเดินทางได้ ทางบริษัทฯของสงวนสิทธิ์งดการเที่ยวชม**

  • จากนั้นนำท่านเดินทางสู่เมืองโบลซาโน่ (Bolzano) เมืองใหญ่สุดเป็นประตูสู่เขตโดโลโมต์

รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคารอาหารพื้นเมือง
FALKENSTEINER HOTEL BOZEN WALTHERPARK หรือระดับเทียบเท่า 4 ดาว

หมายเหตุ : โรงแรม มีขนาดเล็กและมีจำนวนจำกัด หากเต็มทางบริษัทขอสงวนสิทธิ์ไปนอนเมืองใกล้เคียง

DAY6

ออร์ติเซ่ - ขึ้นกระเช้า SECEDA - ขึ้นกระเช้า Alpe Di Siusi - โบลซาโน่

รับประทานอาหารเช้าแบบอเมริกัน ณ โรงแรมที่พัก

  • นำท่านเดินทางเข้าสู่เมือง ออร์ติเซ่ (Ortisei) (ระยะทาง กิโลเมตร ใช้เวลา 1 ชม. 50 นาที) เมืองแห่งศูนย์กลางของการท่องเที่ยวในแถบอุทยานโดโลไมต์ เป็นเมืองรีสอร์ทเล็กๆที่ตั้งอยู่ในหุบเขา Dolomites Val Gardena โดยมีเทือกเขาต่างๆอยู่รายล้อม เช่น Seceda, Resciesa, Alpe di Siusi, Monte Piz และ Col de Mesdí ฯลฯ ที่นี่จัดได้ว่าเป็นเมืองศูนย์กลางการท่องเที่ยวโดโลไมต์ในด้านตะวันตก จึงมีนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมเยือนตลอดทั้งปี ในฤดูหนาวกิจกรรมหลักก็หนีไม่พ้นการเล่นสกี ในฤดูร้อนก็เป็นการเดินป่า ปีนเขา ขี่จักรยาน ฯลฯ
  • จากนั้นนำท่านเดินทางสู่สถานีเคเบิ้ลคาร์ Ortisei – Funes – Seceda นำท่านนั่งกระเช้า 2 ต่อ เพื่อขึ้นชม ยอดเขา Seceda ความสูงประมาณ 2,500 เมตร โดยความพิเศษของยอดเขาคือ มีลักษณะคล้ายเปลวเพลิงที่เป็นหิน จนนักท่องเที่ยวต่างให้เรียนขานกันว่า Flame frozen in stone        Royalty-Free photo: Mountains filled with snow | PickPik

หมายเหตุ : การนั่งกระเช้า หากสภาพอากาศหรือมีเหตุขัดข้องไม่สามารถขึ้นได้ ทางบริษัทขอสงวนสิทธิ์ในการงดให้นั่งกระเช้าเพื่อความปลอดภัยของทุกท่าน

  • ให้ท่านอิสระได้ถ่ายรูปเก็บภาพความประทับใจ
  • จากนั้นนำท่านนั่งกระเช้ากลับลงสู่ด้านล่างจากนั้นนำท่านนั่งกระเช้า ขึ้นสู่บนเนินเขาที่เราเรียกว่า “ALPE DI SIUSI” นำท่านชมวิวทิวทัศน์บนทุ่งหญ้า ราบเลียบบนภูเขา Seiser Alm ที่ได้ขึ้นชื่อว่ากว้างใหญ่ที่สุดในยุโรป และยังได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก Unesco อีกด้วย นำท่านขึ้นกระเช้า Ortisei / St.Ulrich – Seiser Alm  / Alpe di Suisi นำท่านขึ้นไปที่ระดับความสูง 1,684 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล

รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารอาหารพื้นเมือง

  • ท่านจะได้สัมผัสความงดงามอันประหลาดมหัศจรรย์ของดินแดนเทือกเขาโดโลไมต์ จากมุมสูงรอบด้าน ชมทัศนียภาพอันยิ่งใหญ่ของหุบเขา โตรกผา โดยมีเทือกเขา SASOLUNGO MOUNTAIN RANGE ที่มีรูปทรงประหลาดยอดเขาแหลมชันเป็นจุดเด่น
  • อิสระให้ท่านเดินเล่นหรือนั่งจิ๊บกาแฟตามอัธยาศัย

หมายเหตุ : การนั่งกระเช้า หากสภาพอากาศหรือมีเหตุขัดข้องไม่สามารถขึ้นได้ ทางบริษัทขอสงวนสิทธิ์ในการงดให้นั่งกระเช้าเพื่อความปลอดภัยของทุกท่าน

  • จากนั้นนำท่านกลับลงสู่ด้านล่าง นำท่านเดินย่านใจกลางเมืองออร์ติเซ่ ที่มีร้านค้า ร้านอาหาร และโรงเเรมต่างๆตั้งอยู่ อาคารเเต่ละหลังต่างมีเอกลักษณ์และตกเเต่งได้อย่างน่ารัก สวยงาม เป็นบริเวณที่นักท่องเที่ยวนิยมมาเดินเล่นและจับจ่ายใช้สอยกันอย่างคึกคัก บางคนยกย่องให้เป็นถนนคนเดินสายช็อบปิ้งที่สวยงามที่สุดของโดโลไมท์เลยทีเดียว อิสระให้ทุกท่านพักผ่อนตามอัธยาศัย

รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคารอาหารพื้นเมือง
FALKENSTEINER HOTEL BOZEN WALTHERPARK หรือระดับเทียบเท่า 4 ดาว

หมายเหตุ : โรงแรม มีขนาดเล็กและมีจำนวนจำกัด หากเต็มทางบริษัทขอสงวนสิทธิ์ไปนอนเมืองใกล้เคียง

DAY7

โบซาโน่ - ซิร์มิโอเน่ - มิลาน

รับประทานอาหารเช้าแบบอเมริกัน ณ โรงแรมที่พัก

  • นำท่านเดินเล่นชมจัตุรัสกลางของ Bolzano คือ Piazza Walther (Waltherplatz) ซึ่งเป็นพื้นที่เปิดโล่งที่มีการจัดตลาดและเทศกาลต่างๆ และยังเป็นที่ตั้งโบสถ์สำคัญของเมืองด้วย                                   Bolzano At Christmas Piazza Walther Italy Stock Photo - Download Image Now - Bolzano, Christmas Market, Christmas - iStock

ช่วงระหว่างวันที่ 26 พ.ย.69 – 6 มกราคม 70 ท่านจะได้สัมผัสตลาดคริสต์มาส

  • จากนั้นนำท่านเดินทางสู่เมือง ซิร์มิโอเน่ (Sirmione) (ระยะทาง 160 กม.ใช้เวลา 2 ชม. 20 นาที) เป็นเมือง Unseen ของอิตาลี เป็นเมืองเก่าแก่ มีอายุมากกว่า 2,000 ปี เป็นเมืองที่ขึ้นชื่อว่าสวยงามและได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวมากที่สุด ด้วยลักษณะภูมิประเทศที่เป็นแหลมยื่นเข้าไปในทะเลสาบการ์ด้า (Garda Lake)

รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารอาหารพื้นเมือง

  • จากนั้นนำ ชมความสวยงามของวิวทิวทัศน์ ของทะเลสาบ ซึ่งเป็นทะเลสาบน้ำจืด ที่เกิดจากน้ำแข็งละลายจากเทือกเขาแอลป์ ดังนั้นซีร์มิโอเน่จึงถูกล้อมรอบด้วยทะเลสาบทั้งสองด้าน และถึงแม้ซีร์มิโอเน่จะเป็นแค่เมืองเล็กๆ แต่ก็มีเสน่ห์ดึงดูดใจนักท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี นอกจากซีร์มิโอเน่ จะมีชื่อเสียงเรื่องซากปรักหักพังตั้งแต่สมัยยุคโรมัน สิ่งหนึ่งที่มีชื่อเสียงไม่แพ้กันคือน้ำพุร้อนธรรมชาติที่ผุดขึ้นมาจากใต้ทะเลสาบ ถูกค้นพบโดยชาวโรมันตั้งแต่เมื่อ 2,000 ปีที่ผ่านมา เชื่อกันว่าเป็นน้ำพุร้อนที่มีอุณหูมิถึง 69 องศาเซลเซียสและอุดมไปด้วยแร่ธาตุกำมะถัน ซึ่งเป็นแร่ธาตุที่สำคัญในการใช้รักษาโรคของชาวโรมันในสมัยนั้น                                                                                                                        File:Italy - Sirmione.jpg - Wikimedia Commons
  • จากนั้นนำท่านเดินทางสู่เมือง มิลาน (MILAN) (ระยะทาง 130 กิโลเมตร ใช้เวลา 1.30 ชม.) เมืองสำคัญในภาคเหนือของประเทศอิตาลี ตั้งอยู่ในแคว้นที่ราบลอมบาร์ดีเป็น เมืองที่มีชื่อเสียงในด้านแฟชั่นและศิลปะ ซึ่งมิลานถูกจัดให้เป็นเมืองแฟชั่นในลักษณะเดียวกับ นิวยอร์ก ปารีส ลอนดอน และ โรม

รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคารอาหารไทย
RADISSON BLU HOTEL MILAN หรือระดับเทียบเท่า 4 ดาว

DAY8

มิลาน - ชมเมือง - ช้อปปิ้ง

รับประทานอาหารเช้าแบบอเมริกัน ณ โรงแรมที่พัก

  • นำท่านเข้าชม ปราสาทสฟอร์เซสโก้ (Sforzesco Castle) เป็นป้อมปราการยุคกลางที่ตั้งอยู่ในมิลาน ทางตอนเหนือของอิตาลี สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 15 โดยฟรานเชสโก สฟอร์ซา ดยุคแห่งมิลาน บนซากป้อมปราการสมัยศตวรรษที่ 14 ต่อมาได้รับการบูรณะและขยายให้กว้างขึ้น ในศตวรรษที่ 16 และ 17 ที่นี่จึงเป็นหนึ่งในป้อมปราการที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป  นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งรวมแกลลอรี่และพิพิธภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงของมิลาน  มีพิพิธภัณฑ์ที่โด่งดังอย่าง Museum of Ancient Art ตั้งอยู่ภายในเป็นสถาบันทางวัฒนธรรมที่เป็นที่เก็บผลงานของศิลปินชื่อดัง ไมเคิล แองเจลโล และบริเวณภายในปราสาทยังเต็มไปด้วยผลงานทางศิลปะของศิลปินในยุคเรเนสซองส์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลกอย่าง Leonardo da Vinci ซึ่งมีแหล่งรวบรวมจารึกต้นฉบับของผลงานของ Leonardo da Vinci อยู่ที่หอสมุด Trivulziana  นอกจากนั้นแล้วภายในปราสาทยังมีพิพิธภัณฑ์อีกหลายแห่งที่ล้วนแล้วแต่เก็บผลงานทางศิลปะอันสำคัญของอิตาลี ได้แก่ Museum of Musical Instuments , Applied Arts Collection และ Antique Furniture and Wooden Sculpture Museum อีกด้วย                                                                    Castello Sforzesco yard, Milan, Italy | You can see the nice… | Flickr
  • นำท่านเดินทางสู่ Starbucks Reserve Roastery สาขาที่ใหญ่และสวยงามที่สุดแห่งหนึ่ง กลางกรุงมิลาน ประเทศอิตาลี ถือได้ว่าเป็นสตาร์บัคส์ที่สวยอลังการที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ตั้งอยู่ในอาคารไปรษณีย์ประวัติศาสตร์ (Palazzo delle Poste) ที่นี่ผสมผสานวัฒนธรรมกาแฟแบบดั้งเดิมของอิตาลีกับเทคโนโลยีการคั่วกาแฟสมัยใหม่ของสตาร์บัคส์ ตั้งแต่เปิดตัวในปี 2018

รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารอาหารจีน

  • จากนั้นนำท่านเดินทางเข้าสู่ลานจตุรัสบริเวณ มหาวิหารแห่งมิลานหรือมิลานดูโอโม (DUOMO) สัญลักษณ์ที่โดดเด่นที่สุดของเมืองซึ่งมีขนาดใหญ่โตมโหฬาร สร้างขึ้นด้วย หินอ่อนสีขาวในศิลปะแบบโกธิคใช้เวลาสร้างนานกว่า 500 ปีปัจจุบันเป็นโบสถ์แคธอล์ลิกที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลกและเป็นมหาวิหารใหญ่อันดับ 4 ของโลก สูง 157 เมตรกว้าง 92 เมตรเริ่มสร้างในปีค.ศ. 1386 ใช้เวลาก่อสร้าง นานถึง 500 ปีชมความงดงามปราสาทที่มีปลายยอดแหลมกว่า 135 ยอด                                  File:Milano, Duomo with Milan Cathedral and Galleria Vittorio Emanuele II, 2016.jpg - Wikimedia Commons
  • อิสระให้ทุกท่านช้อปปิ้งเลือกซื้อสินค้าตามอัธยาศัยบริเวณอาคารแกลเลอเรีย วิคตอริโอ เอมานูเอล 2 (Galleri Vittorio Emanuele II) เป็นห้างหรือศูนย์การค้าที่เก่าแก่ที่สุดในโลก อาคารนี้สวยงามมากๆ พอเข้าไปข้างใน ซึ่งเป็นอาเขตยิ่งสวยงาม เรียกว่าเป็นอาคารช้อปปิ้งที่สวยสุดแห่งหนึ่งของโลกก็ว่าได้ มีชื่อเรียกเล่นๆ ว่าเป็นห้องนั่งเล่นของเมืองมิลาน นอกจากจะมีสินค้าแบรนด์เนมขายแล้ว ยังมีร้านกาแฟที่เรียกกันว่าไซด์วอล์คคาเฟ่ สามารถนั่งจิบคาปูชิโน นั่งดูหนุ่มสาวแต่งกายด้วยเสื้อผ้าทันสมัยFile:Galleria Milano (179532365).jpeg - Wikimedia Commons

ช่วงระหว่างวันที่ 26 พ.ย.69 – 6 มกราคม 70 ท่านจะได้สัมผัสตลาดคริสต์มาส

** อิสระอาหารค่ำตามอัธยาศัย  ไม่รวมอยู่ในค่าทัวร์ **
RADISSON BLU HOTEL MILAN หรือระดับเทียบเท่า 4 ดาว

(ร่วมเฉลิมฉลอง COUNTDOWN NEW YEAR 2027)

DAY9

มิลาน - สนามบิน

รับประทานอาหารเช้าแบบอเมริกัน ณ โรงแรมที่พัก

  • อิสระทุกท่านพักผ่อนตามอัธยาศัย
  • จากนั้นได้เวลานำท่านเดินทางสู่สนามบิน ให้ท่านได้มีเวลาทำ TAX REFUND
  • 14.05 น. ออกเดินทางกลับสู่กรุงเทพ โดยสายการบินไทย เที่ยวบินที่ TG 941
DAY10

สนามบินสุวรรณภูมิ - กรุงเทพฯ

  • 05.55 น.  เดินทางถึงสนามบินสุวรรณภูมิ กรุงเทพมหานคร โดยสวัสดิภาพ


แชร์ให้เพื่อน